
ความเป็นมา
ประเพณี ทานขันข้าวนี้ เป็นประเพณีการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ไปแล้ว ซึ่งมี
มาแต่โบราณกาล ซึ่งบรรพบุรุษของเราท่านทำกันสืบๆมาจนถึงปัจจุบันนี้ นับเป็นเวลาหลายร้อยปีทีเดียว เป็นวัฒนธรรมที่แสดงถึงความกตัญญูอีกแบบหนึ่งของชาวไทย โดยนำสำรับกับข้าวไปถวายวัดในวันเทศกาลสำคัญ เช่น สงกรานต์ เข้าพรรษาและออกพรรษา หรือทำบุญอุทิศส่วนกุศลในโอกาสอื่นๆ
พิธีทานขันข้าวนี้ คือเป็นการทำบุญอุทิศไปให้ผู้ที่ตายไปแล้วนั่นเอง เริ่มต้นด้วยการจัดหาข้าว
ปลาอาหารคาวหวาน น้ำเปล่า ดอกไม้ ธูป เทียน ไปหาพระคุณเจ้าที่วัดที่ท่านเป็นผู้ทำพิธีนี้ได้เป็นอย่างดี ท่านจะเป็นผู้กล่าวคำอุทิศไปหาผู้ตายใช้เวลาทำพิธีนี้รายละประมาณ ๑๕ นาที บางทีจะมีผู้มาทานขวัญข้าวนี้ถึง ๑๐-๒๐ รายพร้อมกัน พิธีนี้จะมีแต่เฉพาะถิ่นไท-ยวน เท่านั้น โดยมากจะทำกันในวันพระเท่านั้น เพราะเชื่อกันว่าญาติที่ตายไปแล้วนั้นจะมารอรับข้าวปลาอาหารในวันพระเท่านั้น และจะทำกันในเทศกาล เช่น เทศกาลวันขึ้นปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ เทศกาลเข้าพรรษา เทศกาลทำบุญสราท (กระยาสราท) และถิ่นไท-ยวน ยังเชื่อกันอีกว่า ถ้าญาติที่ตายไปแล้วนั้นมาแล้ว แต่ไม่มีใครทำทานขวัญข้าวไปให้ ผู้ที่ตายหรือญาติที่ตายเหล่านี้ กลับไปจะพากันร้องไห้ร้องห่มเพราะความหิวแต่ไม่ได้กินระหว่างร้องไห้นั้นเขาก็จะแช่งด่าไปด้วยให้ผู้ที่ยังอยู่มีอันเป็นไปต่างๆประเพณี ทานขวัญข้าวนี้จึงถือว่ามีความสำคัญต่อชีวิตการเป็นอยู่เหมือนกัน
ความเชื่อ
นอกจากการทำบุญทานขันข้าวแก่ผู้ล่วงลับตามเทศกาลสำคัญดังกล่าวแล้ว ตามความเชื่อของของคนโบราณยังนิยมทานขันข้าวอีกลักษณะหนึ่ง ได้แก่ หลังจากมีผู้เสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ญาติพี่น้อง ก็จะเตรียมขันข้าว (อาหารคาว หวาน) นำไปถวายแด่พระสงฆ์ในวัดทั้งตอนเช้าและตอนกลางวัน พระสงฆ์จะกล่าวอุทิศส่วนกุศลที่ญาติทำให้แก่ผู้ตายพร้อมกับหยาดน้ำ (กรวดน้ำ) ความเชื่อเรื่องการทานขันข้าวอุทิศแก่ผู้ตายนั้นได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องราวในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา เช่น ในเรื่องพระมาลัย ได้กล่าวถึงพระมาลัยเถระไปพบกับพระยายมราชในนรก พระยายมราชสั่งมาบอกแก่ประชาชนในชมพูทวีปขออุทิศกุศลให้ญาติพี่น้องที่มาทุกข์ทรมานในนรก
นอกจากนี้ ชาวไท-ยวนยังมีความเชื่อนับถือเทพยดาที่คอยปกปักรักษาตนและครอบครัว จึงมีประเพณีการทานขันข้าวแก่เทพยดาทั้งหลายด้วย เช่น ขอพรจากพระแม่ธรณีให้คุ้มครองเวลาเดินทาง ให้ตนประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวัง อาจเป็นการสอบเรียนต่อ การทำงานหรือขอให้พระแม่โพสพคุ้มครองพืชผลใน
เรือกสวนไร่นาให้เจริญงอกงาม ปราศจากภัยรบกวน เมื่อถึงเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะวันสงกรานต์ ก็จะจัดสำหรับไปถวายพระสงฆ์เพื่ออุทิศไปยังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ บางครั้งชาวบ้านยังนิยมนำขันข้าวไปวางไว้ยังสถานที่อยู่ของพระแม่ธรณีด้วย (ชาวบ้านจะขุดหลุมลึกประมาณ ๑ ศอก กว้างพอประมาณ นำแผ่นไม้กระดานปิดไว้ เวลาต้องการสิ่งใดก็จะไปขอพรจากพระแม่ธรณี ณ ที่ตรงนั้น)
อัตลักษณ์ที่โดดเด่น
การทานขันข้าว ก่อนวันทำบุญ มีการจัดเตรียมอาหาร หวาน คาว นำเอาใบตองมาเย็บทำสวย
(กรวย) สำหรับใส่ดอกไม้ ธูป และเตรียมขวดน้ำหยาด (สำหรับกรวดน้ำ) รุ่งขึ้นอันเป็นวันทำบุญ เวลาประมาณ ๖.๓๐-๘.๐๐ น. ทุกครัวเรือนเตรียมอุ่นอาหารและบรรจุใส่ปิ่นโต พร้อมทั้งสวยดอกไม้และน้ำหยาด บางบ้านอาจเขียนชื่อผู้ที่ตนต้องการจะ ทานไปหา (อุทิศส่วนกุศลไปให้) ลงในกระดาษ จากนั้นคนในครอบครัวจะช่วยกันหิ้วปิ่นโตไปวัด สำหรับวัดจะจัดสถานที่สำหรับให้ศรัทธาชาวบ้านนำปิ่นโตมาถวาย การประเคนปิ่นโต มักจะเอาสวยดอกไม้เสียบไปพร้อมกับปิ่นโต บ้านที่มีกระดาษจดรายชื่อผู้ที่จะทำบุญไปให้ก็จะเอากระดาษเหน็บติดไปกับปิ่นโตด้วย พร้อมกันนั้นก็เทน้ำหยาดจากขวดใส่ลงในขันที่วางอยู่หน้าพระสงฆ์ เมื่อศรัทธาชาวบ้านมากันพอสมควรแล้ว พระสงฆ์ก็จะมีโวหารกล่าวนำการทำบุญ และให้พร ซึ่งเป็นการแสดงความชื่นชมที่ศรัทธาชาวบ้านได้ช่วยกันรักษาจารีตแต่โบราณ กล่าวถึงผู้รับของทาน พระสงฆ์อ่านชื่อผู้ล่วงลับตามที่ศรัทธาเขียนมาในแผ่นกระดาษ ส่วนบางคนที่ไม่ได้เขียนมา ก็จะเอ่ยว่าการทานครั้งนี้มีไปถึง บรรพบุรุษ เจ้ากรรมนายเวร เทวบุตร เทวดา แม่พระธรณี เจ้าที่เจ้าทาง สรรพสัตว์ ฯลฯ กล่าวให้มารับของทาน มารับเอาทานครั้งนี้ หากมารับไม่ได้ ให้ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้นำไปให้ อวยพรให้แก่ผู้มาทำบุญ ทานขันข้าวกล่าวยถา สัพพี ในการให้พรนั้นหลังจากจบคำว่า อายุ วัณโณ สุขัง พลัง ศรัทธาชาวบ้านจะกล่าวสาธุพร้อมกัน จากนั้นจึงรับเอาปิ่นโตไปให้สามเณรหรือเจ้าหน้าที่จัดการเทอาหารออก เป็นอันเสร็จพิธีทาน
ความสำคัญและคุณค่าทางสังคม จิตใจ วิธีการดำเนินชีวิตของชุมชน
การทานขันข้าว นอกจากจะเป็นการทำบุญ ที่แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษแล้ว
การประกอบอาหารก็ดี การไปทำบุญร่วมกันที่วัดก็ดี เป็นกิจกรรมที่ทำให้ครอบครัวเกิดความรัก ความอบอุ่น ประการสำคัญ การพาเด็ก ๆ ไปทานขันข้าวที่วัด นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการทำบุญแล้ว ยังเป็นการสืบทอดในเรื่องความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยไม่ต้องใช้วิธีอบรมสั่งสอน แต่เป็นวิธีที่ผู้ใหญ่ได้ปฏิบัติตนให้ลูกหลานได้เห็นเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็นวิธีสืบทอดหรือการสอนที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องมีการพูดแต่อย่างใด
การทานขันข้าวยังใช้เพื่อการแทนคุณผู้เฒ่าผู้แก่ที่นับถือ ชาวบ้านเรียกว่า ทานขันข้าวให้คนเฒ่าคนแก่ มีวิธีการอย่างเดียวกับการถวายพระ กล่าวคือ ผู้ให้หรือลูกหลานนำอาหารไปประเคนให้ผู้รับ หรือ ปู่ ย่า ตา ยาย จากนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ก็ให้พร ต่างจากการถวายพระสงฆ์คือ ไม่อุทิศแก่ผู้ล่วงลับ
การจัดเตรียมอาหารสำหรับการทานขันข้าวในเทศกาลต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ชาวบ้านทุกคนเตรียมพร้อมและเต็มใจอย่างยิ่ง โดยชาวบ้านจะหยุดงานภารกิจสำคัญต่าง ๆ ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นงานในเรือกสวน ไร่ นา มีการจัดเตรียมอาหารเพื่อไปทำบุญในวันรุ่งขึ้น ผู้ชายก็จะเป็นผู้ช่วย ผู้หญิงจะเป็นผู้ทำอาหารคาวหวาน เด็ก ๆ ก็วิ่งเล่น และรอกินขนมอร่อย หลังจากทำอาหารอร่อยเสร็จแล้วก็จะแบ่งส่วนหนึ่งไว้สำหรับนำไปทานขันข้าว ส่วนที่เหลือก็กินกันในครอบครัวและแบ่งปันญาติมิตร บ้านใกล้เรือนเคียง ทุกบ้านก็จะทำอย่างนี้ จึงทำให้ได้ลิ้มรสอาหารหลากฝีมือทั้งจากของตนเองและผู้อื่น
