ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ
ประเพณี “อุ้มพระดำน้ำ” เป็นประเพณีที่แปลกประหลาด มีเกิดขึ้นที่ จ.เพชรบูรณ์ เพียงแห่งเดียว นอกจากมีเรื่องราวเชิงอิทธิปาฏิหาริย์เข้าไปผูกพันแล้ว ยังนับเป็น “มรดกทางวัฒนธรรม” ที่แฝงไว้ด้วย “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ซึ่งบรรพบุรุษนำความเชื่อและศรัทธาจากชาวบ้านที่มีต่อพุทธศาสนาและองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ให้เกิดการดูแลรักษาแม่น้ำลำคลอง
จุดกำเนิดของพิธีกรรม “อุ้มพระดำน้ำ” ประเพณีที่มีตำนานความเชื่อเล่าขานสืบทอดมาว่าสมัยเมื่อราว 400 ปี ที่ผ่านมามีชาวเพชรบูรณ์กลุ่มหนึ่ง ได้ออกหาปลาในแม่น้ำป่าสัก และในวันนั้นได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดคือ ตั้งแต่เช้ายันบ่ายไม่มีใครจับปลาได้สักตัวเดียว เลยพากันนั่งปรับทุกข์ริมตลิ่ง ที่บริเวณ “วังมะขามแฟบ” อยู่ทางตอนเหนือของตัวเมืองเพชร บูรณ์ จากนั้นสายน้ำที่ไหลเชี่ยวได้หยุดนิ่ง พร้อมกับมีพรายน้ำค่อย ๆ ผุดขึ้นมา และกลายเป็นวังน้ำวนขนาดใหญ่ รวมทั้งมีพระพุทธรูปองค์หนึ่งลอย ขึ้นมาเหนือน้ำ แสดงอาการดำผุดดำว่ายอย่างน่าอัศจรรย์ ชาวบ้านคนหนึ่งในกลุ่มจึงลงไปอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดไตรภูมิ
จากนั้นในปีต่อมาซึ่งตรงกับ “วันแรม 15 ค่ำ เดือน 10” พระพุทธรูปองค์นี้ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย และมีผู้พบอีกครั้งแสดง อาการดำผุดดำว่ายอยู่กลางแม่น้ำป่าสัก บริเวณเดียวกับที่พบครั้งแรก ชาวบ้านจึงร่วมกันอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐาน ณ วัดไตรภูมิ เป็นครั้งที่ 2 พร้อมร่วมกันถวายนามว่า “พระพุทธมหาธรรมราชา” จากนั้นเป็นต้นมา เจ้าเมืองเพชรบูรณ์สมัยนั้น จะต้องอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชา ไปประกอบพิธี “อุ้มพระดำน้ำ” เป็นประจำทุกปี ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ณ บริเวณวังมะขามแฟบ สืบทอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน แต่ยังมีข้อกำหนดอีกว่า ผู้ที่จะอุ้มพระดำน้ำได้นั้นจะต้องเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ คนเดียวเท่านั้น เพราะมีตำแหน่งเทียบเท่าเจ้าเมืองสมัย โบราณ จะให้ผู้อื่นกระทำแทนมิได้ ทั้งนี้หลังการประกอบพิธีเชื่อกันว่า องค์พระจะไม่หายไปดำน้ำเอง ฝนก็จะตกต้องตามฤดูกาล บ้านเมืองจะมีแต่ความสงบสุข สำหรับในปีนี้ นายต่อพงษ์อ่ำพันธุ์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด จะเป็นผู้ทำพิธี ดังกล่าว
สำหรับ “พระพุทธมหาธรรมราชา” เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยลพบุรี หล่อด้วยสัมฤทธิ์ ขนาดหน้าตักกว้าง 13 นิ้ว สูง 18 นิ้ว ไม่มีฐาน พุทธลักษณะพระพักตร์กว้าง พระโอษฐ์แบะ พระหนุป้าน พระกรรณยาวย้อยจดถึงพระอังสา พระเศียรทรงชฎาเทริด มีกระบังหน้า ทรงสร้อยพระศอพาหุรัด และรัดประคตเป็นลวดลายงดงาม โดยประวัติการสร้างไม่ปรากฏเด่นชัด มีเพียงการสันนิษฐานว่า ภิกษุแก่กล้าวิทยาคม 2 รูป เป็นผู้สร้างขึ้นสมัยลพบุรี ในช่วงที่ขอมเรืองอำนาจ จนกระทั่งต่อมากรุงสุโขทัยขยายอำนาจ จึงถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน
จนมาถึงยุค “พระยาลิไท” กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์พระร่วง ขณะนั้นเมืองเพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ในขอบขัณฑสีมาของกรุงสุโขทัย ได้ว่างกษัตริย์ปกครอง จึงดำริให้ “ออกญาศรีเพชรรัตนานัครภิบาล” (นามเดิมว่าเรือง) ไปครองเมือง พร้อมกับมอบ “พระพุทธมหาธรรมราชา” ให้ไปเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง โดยได้กำชับว่าหากแวะที่ใดให้สร้างวัด และนำองค์พระประดิษฐาน ซึ่งการเดินทางสมัยนั้นต้องล่องไปตามลำน้ำต่าง ๆ ใช้ระยะเวลาแรมปีกว่าจะถึงเมืองเพชรบูรณ์ และเมื่อมาถึงมีดำริจะนำ “พระพุทธมหาธรรมราชา” ประดิษฐานวัดมหาธาตุ แต่เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการขัดต่อพระบรมราชโองการ จึงสร้างวัดขึ้นใหม่และตั้งชื่อว่า “วัดไตรภูมิ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติแก่พระร่วงที่ได้พระราชนิพนธ์เรื่องไตรภูมิพระร่วง พร้อมกับนำองค์พระขึ้นประดิษฐาน
ส่วนความเชื่ออีกด้านหนึ่งเชื่อกันว่า “พ่อขุนผาเมือง” เจ้าเมืองราด ได้รับพระราชทานจาก “พระเจ้าชัยวรมันที่ 7” กษัตริย์นครธม ผู้เป็นพ่อตา ให้นำพระไปประดิษฐานเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง ภายหลังอภิเษกสมรสกับ “พระนางสิงขรมหาเทวี” ราชธิดา แต่หลังจาก “พ่อขุนผาเมือง” ร่วมกับ “พ่อขุนบางกลางหาว” เจ้าเมืองบางยาง พระสหาย ยกทัพเข้ายึดครองกรุงสุโขทัย ทำให้ “พระนางสิงขรมหาเทวี” โกรธแค้นและเผาเมืองราด จากนั้นพระนางได้โดดลงแม่น้ำป่าสักปลงพระชนม์ชีพ เหล่าเสนาอำมาตย์ได้พากันอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชา ลงแพล่องไปตามแม่น้ำป่าสัก เพื่อหนีเปลวเพลิง แต่เนื่องจากแม่น้ำป่าสักมีความคดเคี้ยวและเชี่ยวกราก ทำให้แพอัญเชิญแตก องค์พระเลยจมลงในแม่น้ำ กระทั่งต่อมากลุ่มคนหาปลาไปพบตามตำนานดังกล่าว
นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ กล่าวว่า การจัดงาน “อุ้มพระดำน้ำ” ประจำปี 2550 เริ่มระหว่างวันที่ 10-14 ตุลาคม ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย เช่น การแสดงแสงเสียงเกี่ยวกับตำนานความเป็นมาของประเพณี ในชื่อ “บารมีพุทธมหาธรรมราชา ธ สถิต ณ นคราเพชบุระ” โดยจัดการแสดงทุกคืนตั้งแต่วันที่ 11-14 ต.ค. เริ่มเวลา 20.29 น. ณ บริเวณเวทีกลางน้ำ หลังศาลากลางจังหวัด พร้อมกับมีการออกร้านจำหน่ายอาหารเรียกว่า “เทศกาลอาหารอร่อย” การจัดแสดงมหรสพต่าง ๆ การจัดแสดง นิทรรศการทางวิชาการ ขบวนแห่ทางบกและทางน้ำอันสวยงาม โดยวันที่ 11 ต.ค. เวลา 10.09 น. จะเป็นวันและเวลาประกอบพิธี “อุ้มพระดำน้ำ” ณ บริเวณท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร ที่น่าสนใจอีกหนึ่งกิจกรรมคือ การแข่งขันพายเรือทวนน้ำ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่เรือยาวไม่เกิน 30 ฝีพาย และไม่เกิน 18 ฝีพาย จัดการแข่งขัน 2 วันคือ วันที่ 11-12 ต.ค. ณ ท่าน้ำวัดไตรภูมิ
ในการดำน้ำ จะมีการดำเพียง 2 ทิศ คือ หันหน้าทวนน้ำ (ทิศเหนือ) และหันหน้าตามน้ำ (ทิศใต้) ทิศละ 3 ครั้งเท่านั้น ซึ่งแสดงว่าชาวบ้านให้ความสำคัญกับแม่น้ำ และปริมาณน้ำที่เป็นปัจจัยสำคัญในการทำมาหากินในชีวิตประจำวันมากกว่าทิศตามดวงอาทิตย์ หลังจากเสร็จพิธีดำน้ำ จะมีกิจกรรมที่แสดงให้เห็นการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของคน เช่น การโยนข้าวต้มลูกโยน และอาหารให้กันระหว่างขบวนเรือของผู้ที่แห่ไปร่วมพิธี เป็นการสอนให้คนต้องมีการพึ่งพาและรู้จักแบ่งปันกัน การแข่งเรือทวนน้ำระหว่างหมู่บ้านต่าง ๆ ในลำน้ำ เป็นการฝึกการทำงานเป็นทีม รู้จักแบ่งหน้าที่กันทำ และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ” นายวิศัลย์ กล่าวและว่า ความน่าสนใจของงานปีนี้ ทางเทศบาลฯได้มีการจัดสร้างราชรถอัญเชิญในการแห่ทางบกคันใหม่ โดยสร้างจากไม้สักทองทั้งคัน นอกจากนี้เรืออัญเชิญยังมีการทำโขนเรืออัญเชิญเป็นรูปพญานาคศิลปะสมัยขอมเพื่อให้เข้ายุค อย่างสวยงามและตระการตายิ่งนัก จึงขอเชิญชวนมาร่วมสัมผัสประเพณีอันเก่าแก่ของชาวเมืองมะขามหวาน ได้ในวันดังกล่าว




